บทที่ 6 ไม่เป็นไร
จากนั้นสองร่างหยุดลงตรงม้านั่งหินอ่อนที่ประจำ อัยยาหยิบรายงานขึ้นมากางออก ตั้งใจอ่านอย่างเงียบ ๆ ส่วนตะวันเอนหลังพิงพนัก เขี่ยหน้าจอโทรศัพท์ไปมา ฆ่าเวลาเพื่อรอเพื่อนสนิททั้งสอง
ไม่นานนัก ร่างบางในลุคสะดุดตา หน้าตาสวยคม ผิวขาวจัด แต่งตัวโดดเด่นก็เดินเข้ามาใกล้ นิ้วเรียวสะกิดไหล่กว้างของชายร่างสูงเบา ๆ ก่อนจะกระซิบเสียงหวาน ทำให้ตะวันต้องเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“ฮาย มานั่งทำอะไรตรงนี้อะ”
“อ้าวพี่ปัด ไปไงมาไง”
“ผ่านมา ก็เลยแวะมาทักสักหน่อย”
หญิงสาวร่างเพรียวยิ้มบาง ๆ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงข้างชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง หางตาเหลือบมองไปทางอัยยาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาที่ตะวันอีกครั้ง
“ช่วงนี้เงียบเลยนะ ลืมพี่แล้วมั้ง”
น้ำเสียงนั้นเจือแววหยอก คล้ายไม่จริงจัง
“ใครจะลืม”
“ก็โทรหาไม่ค่อยรับเลย”
“ไม่ค่อยว่าง”
“ไม่ค่อยว่าง หรือว่า…ติดสาวอื่นกันแน่”
“คิดมากไปแล้ว มีใครที่ไหนให้ติดล่ะ”
ปัดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ก่อนจะขยับกายเข้าใกล้ร่างสูงจนระยะห่างแทบไม่เหลือ เนื้อแนบชิดอย่างไม่คิดปิดบังเจตนา
“ให้มันจริงอย่างที่พูดก็แล้วกัน”
“........”
“แล้วคืนนี้มีเวลาให้พี่ปะ”
“พี่คิดว่าไงล่ะ...”
เสียงทุ้มเอ่ยตอบเนิบช้า แฝงรอยหยอกเย้าเหมือนจงใจยั่ว รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาบนใบหน้า
ตุ้บ!
เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะดังลั่น ทำให้สองร่างที่กำลังส่งสายตาหยอกเย้าใส่กันชะงัก หันขวับไปตามต้นเสียงพร้อมกัน
อัยยาที่นั่งฟังอยู่นานกำหมัดแน่น เล็บจิกลงบนฝ่ามือราวกับต้องการย้ำเตือนตัวเองให้ข่มอารมณ์ เธอสูดหายใจลึก ขยับแว่นตาเลนส์หนาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเก็บเอกสารอย่างลนลาน
“เอ่อ เรา…เข้าเรียนก่อนนะ”
เสียงนั้นสั่นน้อย ๆ แต่เธอไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ตอบ รีบหมุนตัวก้าวออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอึดอัดที่ค้างคาอยู่ตรงนั้น
ขณะร่างเล็กกำลังเดินห่างออกไป เสียงกระซิบแผ่วของลูกปัดก็ดังตามหลังมา
“เป็นอะไรของเธอ…เมื่อกี้ตกใจหมดเลย”
“ไม่ต้องไปสนใจเธอหรอก”
วันต่อมา
อัยยายืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจก บรรจงสำรวจเงาสะท้อนของตัวเองอย่างตั้งใจ ร่างเล็กสวมชุดเอี๊ยมกระโปรงยีนส์ตัวยาวคลุมเข่า ผมยาวถูกถักเปียไว้สองข้างอย่างหลวม ๆ
ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางเพียงบางเบา พอให้สีผิวดูสดใสขึ้นโดยแทบไม่ต่างจากเดิมนัก ก่อนจะหยิบแว่นตาเลนส์หนากรอบเดิมมาสวมลงบนสันจมูก ขยับมันเข้าที่จนคุ้นมือ
“อ้าว อัยจะไปไหน แต่งตัวซะสวยเชียว”
ทันทีที่หญิงสาวก้าวพ้นธรณีประตู เสียงทักของแม่ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง อัยยาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมอง
หญิงวัยกลางยืนพิงกรอบประตูห้องครัว มือหนึ่งถือผ้าเช็ดมือ อีกมือเท้าเอว มองลูกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาคล้ายจับผิด
“เอ่อ…ไปมหาลัยค่ะ
”อัยยาตอบเสียงเบา ขยับแว่นตาอย่างเคยชิน
“วันนี้วันหยุดหนิ”
อัยยาก้มหน้าลงเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ก่อนจะพึมพำตอบอย่างเขิน ๆ
“วันนี้…มีนัดทำงานกลุ่มกับเพื่อนค่ะ”
แม่มองท่าทีลูกสาวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า
“ไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ”
“ค่ะ เดี๋ยวหนูจะรีบกลับนะ”
โรงภาพยนตร์
อัยยายืนรออยู่ตรงหน้าโรงภาพยนตร์ กอดถังป๊อปคอร์นไว้แนบอก มืออีกข้างถือน้ำอัดลมเย็นเฉียบ ร่างเล็กขยับยืนสลับเท้าเล็กน้อย ดวงตาภายใต้แว่นเลนส์ใสคอยชะเง้อมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา เผื่อจะเห็นร่างสูงคุ้นตาปรากฏขึ้น ในหัวกลับไม่ว่างเปล่าอย่างที่ควรจะเป็น ภาพจินตนาการผุดขึ้นมาไม่หยุด
ตอนที่เธอเผลอสบไหล่เขาในโรงหนัง หรือว่าตอนที่ที่เขาหันมาปลอบเธอตอนฉากสะเทือนขวัญ
หญิงสาวขยับแว่นตา สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามดึงสติกลับมา แต่ปลายหูกลับร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่อยู่ รอยยิ้มบาง ๆ ค่อย ๆ แต้มขึ้นบนริมฝีปาก
“หนังจะเริ่มแล้ว ทำไมยังไม่มาอีก”
อัยยาพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ขณะสายตากวาดมองไปยังทางเข้าโรงหนังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างเล็กขยับตัวอย่างกระสับกระส่าย ก่อนจะควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงยีนส์อย่างร้อนรน
“คงไม่ใช่ลืมหรอกนะ…”
ปลายนิ้วเรียวกดโทรออกแทบจะในทันที ทว่าปลายสายกลับไร้การตอบกลับ
ดวงตากลมภายใต้แว่นเลนส์ใสหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น มือที่ถือแก้วน้ำเริ่มเย็นเฉียบไม่ต่างจากความรู้สึก ในอก หัวใจที่เคยเต้นแรงด้วยความคาดหวัง ค่อย ๆ หน่วงหนักลงทีละนิด
ตัดภาพมาที่อีกฝั่ง
ร่างสูงของตะวันนอนราบอยู่บนเตียง มือหนึ่งถือมือถือไว้แน่น อีกมือกดหน้าจอถี่ ๆ เสียงเกมดังรัวไปทั่วห้อง คิ้วหนาคิ้วขมวดเข้าหากันแน่นท่าทางดูจริงจังไม่น้อย
“ไอ้เตอร์ มึงจะยืนเอ๋ออยู่อย่างนั้นทำไม เข้าสิวะ!”
เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย
“เล่นเป็นหรือเปล่าเนี่ย!”
เสียงเอฟเฟกต์ในเกมดังไม่หยุด ก่อนที่ใบหน้าจะฉายแววหงุดหงิดมากกว่าเดิม เมื่อสายเรียกเข้าปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่อเดียวกันเด้งขึ้นเต็มหน้าจอ
ตะวันตัดสินใจกดรับอย่างรำคาญ ก่อนจะกระแทกเสียงถามออกไป
“โทรมาทำไมนักหนา!”
น้ำเสียงดุดันจนคนฟังเผลอสะดุ้ง รีบยกโทรศัพท์ออกห่างจากข้างหูโ
“เอ่อ…ตะวัน เรามารอที่โรงหนังแล้วนะ อยู่ไหนเหรอ”
“โรงหนังอะไร”
ใบหน้าหล่อขมวดคิ้ว ฉายแววฉงน เมื่อได้ยินคำประโยคนั้น
“ก็…เมื่อวานตะวันบอกจะมาดูหนังเป็นเพื่อนเราไง”
“ลืม วันหลังแล้วกัน”
“แต่ว่าเรามาแล้วนะ หนังเพิ่งเริ่มฉาย ถ้ามาตอนนี้ก็ยังทัน…”
“ก็บอกว่าไม่ไปไง จะอะไรนักหนาวะ”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีอารมณ์ไปแล้ว อยากดูนักก็ดูไปคนเดียวสิ”
“ตะวัน…”
ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เธอพูดต่อรีบ กดตัดสายโดยไม่ลังเล ก่อนจะโยนมือถือกลับมาที่ตำแหน่งเดิมแล้วหันกลับไปจ้องหน้าจอเกม
“เฮ้ย ไอ้วัน มึงหลุดอะไรวะ!”
เสียงเพื่อนในเกมตะโกนลั่น
“เมื่อกี้รับโทรศัพท์”
เขาสบถเบา ๆ ในลำคอ นิ้วกดหน้าจอหนักแน่นราวกับจะระบายอารมณ์ เหตุการณ์เมื่อครู่ถูกละเลยไปโดยไม่เหลียวแล ต่างจากอัยยาที่ได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าโรงหนัง เพียงลำพัง ท่ามกลางผู้คนที่เดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย
